การตัดสินใจครั้งสำคัญ

ในวัย41ซึ่งหลายๆคนอาจคิดว่า อาจเป็นวัยที่เยอะเกินไปกับการตัดสินใจครั้งใหญ่อีกครั้ง ครั้งนี้เป็นการตัดสินใจในเรื่อง "การเปลี่ยนงาน" การเปลี่ยนแปลง ย้ายหน้าที่การงาน เพราะงานที่ทำอยู่ไม่สามารถไปต่อหรือโตได้หากมองถึงในอนาคตอีกสิบถึงยี่สิบปีจนเกษียร ต่ออายุมากกว่านี้หน่อยอาจสายหรืออายุเยอะเกินไปแล้ว นี่นอนเหตุผลที่ใครๆหลายคนสงสัยหรืออยากรู้ เป็นเพราะสาเหตุอะไรกันแน่ แต่ก่อนที่จะไปรู้สาเหตุขอเกริ่นคร่าวๆ สำหรับสวัสดิการ และความมั่นคง ของบริษัทก่อน งานบริษัทที่ทำอยู่ปัจจุบันบอกได้เลยว่าเป็นบริษัทที่มั่นคง รายได้ดีกว่าบริษัททั่วไป สวัสดิการยอดเยื่อม เรียกได้ว่าเป็นบริษัทนี้เป็นดีมากเลยที่เดียว แต่อยากที่บอก เพราะด้วยเหตุผลสำคัญหลักๆพวกนี้มันเลยเป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุดในชีวิตอีกครั้งหนึ่ง หน้าที่การงานมั่นคงมาก รายได้มีเข้ามาเยอะถ้าเทียบกับที่อื่น แต่ใจมันปลอบช้ำทุกวันกับการทำงานอยู่ณ จุดนี้ มันเหมือนไม่ใช่ที่ที่ของฉัน ถ้าเป็นที่ของฉันจริงอยู่แล้วต้องรู้สึกสบายใจ มีความสุข จริงไหม แล้วถ้าคำตอบคือไม่ใช่ แล้วฉันต้องใช้คำว่าทนอยู่ให้ได้จริงหรอ แล้วนี่หรอคือชีวิต อย่างนี้ก็ควรเรียกว่า ชีวิตที่เลือกไม่ได้สินะ แล้วถ้าชีวิตที่เลือกได้หละ ก็คงน่าจะเลือกออกตั้งแต่ปีหรือสองปีที่แล้วสินะ แต่มันก็ไม่ง่ายหรอก สำหรับการใช้ชีวิตที่เยอรมัน ไม่ได้ใช้ชีวิตคนเดียว การตัดสินใจจึงไม่สามารถตัดสินใจคนเดียวได้อีกต่อไป ถ้าให้เปรียบเทียบชีวิตจริงสมัยยังโสด ถ้ารู้สึกว่าไม่อยากทำงานที่นี้อีกต่อไป ก็เขียนใบลาออก แล้วก็ยื่นลาออกเลย นั่นคือฉันในเมื่อก่อน แต่ต่างจากตอนนี้มาก การจะตัดสินใจอะไรทั้งที ตัองคิดแล้วคิดอีก คิดให้รอบคอบ คิดให้แน่ใจเสียก่อน ต้องคิดสเต็ปต่อไปด้วยว่าถ้าออกแลัวจะทำยังไงต่อ ไปทางไหนดี เอายังไง มีเงินสำรองพอไหม มีหน่วยงานรัฐที่จะติดต่อได้ไหม ยังไง นี่ขนาดว่ามีแค่สามีคนเดียวนะ ไม่มีลูก ไม่มีภาระ ไม่มีหนี้สินติดตัว ยังต้องคิดเยอะขนาดนี้เลยหรอ แล้วถ้ามีภาระโน้นนี่นั้นคงไม่ต้องคิดกันเลยมั้ง สามีทำให้ฉันต้องคิดแล้วคิดอีก คิดให้ถี่ถ้วน นั่งคิด นอนคิด ตีลังกายังต้องคิด เพราะหากตัดสินใจอะไรไปแล้วมันเอาคืนมาไม่ได้แล้ว ถ้าออกแล้วจะทำอะไรต่อไปดี สามีของฉันก็ไม่ใช่ว่าเค้าจะไม่มีเห็นผลนะ ตามประสาคนเยอรมันหรือเปล่าที่ต้องคิดให้รอบคอบ เพราะสามีเค้าก็เห็น เค้าก็รู้ว่าทุกครั้งที่ฉันเลิกจากงานมา เหนื่อยทั้งกายแล้วยังเหนื่อยทั้งใจอีก พอเป็นแบบนี้เค้าก็ไม่อยากให้ฉันเป็นแบบนั้นหรอก ใครจะทนเห็นภรรยาของตัวเองเศร้าได้ เค้าก็เศร้าไปด้วยหละ แต่จริงๆที่เขียนมาเล่ามาแชร์ทั้งหมด หนทางแก้ไขปัญหามันไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลยนะ ก็แค่อดทนทำงานต่อไปทนอีกหน่อยคงไม่ลำบากไปกว่านี้แล้วมั้งและในระหว่างนั้นก็หาสมัครงานใหม่ หรือติดต่อรัฐที่ชื่อว่า agentur für arbeit ของเมืองนั้นๆ แล้วเค้าจะแนะนำเองว่าควรทำอย่างไร แต่ถ้าบทสรุปนี้คืออยากออกแน่นอน 100% นั้นแปลว่ารับต้องยอมรับผลที่ตามมา เช่น เงินอาจน้อยกว่า แต่สุขกายสบายใจกว่าเยอะ หรืออาจจะเจออะไรแบบนั้น ในแบบที่เราทนและรับไม่ได้ เล่ามาจนถึงขนาดนี้แล้วกับลืมเล่าไปเลยว่าสาเหตุอะไร หรืออะไร เป็นต้นเหตุที่ทำให้อยากลาออกจากบริษัทนี้ ฉันขอเกริ่นแค่คร่าวๆ ว่าฉันทำงานในครัวเป็นผู้ช่วยทำอาหาร หน้าที่ในการทำงานไม่ใช่ปัญหาในการทำงานของฉัน ปัญหาหลักคือ นั่นก็คือเพื่อนร่วมงาน (ที่เป็นผู้หญิง)นั้นเอง ซึ่งส่วนใหญ่ในทีมฉันมีผู้หญิงเกือบสิบคน พอเริ่มเดาได้บางหรือยัง มันก็ไม่ได้มีปัญหาทั้งหมดทุกคนหรอก ก็ยังพอจะโชคดีอยู่ มันจะมีอยู่กลุ่มหนึ่ง และกลุ่มนี้หละที่เป็นปัญหากวนใจ อายุอานามถ้าบ้านเราก็เราเรียกว่า พวกมนุษย์ป้า นั่นหละ เวลางานก็จับกลุ่มนินทาคนนี้คนนั้น อยู่กับอีกคนก็เอาเรื่องของอีกคนมาเล่า ต่อหน้าเราพูดดี หลับหลังก็เอาเราไปนินทา บ้างคนเรียกได้ว่าพออยู่ใกล้ๆก็มีแต่พลังงานลบๆทั้งวันทั้งขี้บ่น ด่า ขี้หงุดหงิดกับทุกเรื่องและทุกคน ความไม่ยุติธรรมในทีมก็แบบอะไรที่ฉันรับไม่ได้ คนที่ทำงานมาแล้วมานาน กลับเลือกที่จะทำงานสบาย ส่วนคนที่มาใหม่ก็ทำไปสิ งานหนัก งานที่ไม่มีคนอยากทำ แต่คนบางคนกับพูดว่า มันกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ทำแค่อยากให้ทุกคนทำงานเท่าเทียมกัน ช่วยกันทำ ไม่ใช่เอาเปรียบกัน การงานไม่ทำเอาแต่คุย ส่วนคนอื่นก็ทำไปเถอะงกๆๆๆ เพราะเพื่ออยากให้งานมันเสร็จและงานเดินหน้า และสุดท้าย หัวหน้าที่ฉัน รู้สึกว่าไม่เหมาะที่จะเป็น ด้วยเหตุผลหลายๆอย่างเอาเป็นว่าอย่าไปลงลึกอะไรมาก แค่เหตุผลแรกๆ ก็รู้สึกว่าไม่อยากอยู่แล้ว พื้นที่ที่ตรงนี้ไม่ได้เป็นพื้นที่ที่ฉันเหมาะจะยืน เพราะฉนั้นฉันจะขอยืนอยู่ในพื้นๆที่ของฉันจริง พื้นที่ที่ปลอดภัย สงบและสบาย

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top